เครื่องแก้ววัดปริมาตรในห้องปฏิบัติการ : มาตรฐานและคุณลักษณะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิทย์ จันทร์สุวรรณ
ปรับปรุงล่าสุด : 15 พฤษภาคม 2563
woravith.c@rmutp.ac.th

เครื่องแก้ววัดปริมาตร

เครื่องแก้ววัดปริมาตร (Volumetric glassware) ในห้องปฏิบัติการ อาจแตกต่างจากเครื่องแก้วทั่วไปที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ ในด้านคุณลักษณะและมาตรฐาน เครื่องแก้ววัดปริมาตรจำเป็นจะต้องมีการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีคุณลักษณะเป็นตามหลักมาตรฐานสากล ซึ่งมาตรฐานสากลและวิธีการสอบเทียบที่กำหนดโดยองค์กร ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีดังนี้

■  American Society for Testing and Materials (ASTM) ของประเทศสหรัฐอเมริกา
■  National Institute of Standards and Technology (NIST) ของประเทศสหรัฐอเมริกา
■  International Organization for Standardization (ISO) ของประเทศอังกฤษ
■  Deutsches Institut for Normung (DIN) ของประเทศเยอรมัน

องค์กรที่สำคัญในเรื่องของการควบคุมคุณภาพเครื่องแก้ววัดปริมาตร (volumetric glassware) คือ ASTM และ DIN ซึ่งทั้ง 2 เป็นองค์กรในด้านของการพัฒนามาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่แล้วคนจะเลือกใช้เครื่องแก้วที่ได้รับมาตรฐานจาก ASTM มากกว่ามาตรฐานจาก DIN เพราะเครื่องแก้วที่ได้รับมาตรฐานคุณภาพจาก ASTM จะมีความแม่นมากกว่า เนื่องจากมีค่าความคลาดเคลื่อนของปริมาตร (tolerance) มีค่าต่ำกว่า

โดยมาตรฐาน ASTM ได้กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับข้อกำหนดคุณลักษณะ (specification) ของเครื่องแก้ววัดปริมาตรแต่ละชนิด ไว้ดังต่อไปนี้

  • หน่วยวัดใช้เป็นลูกบาศก์เซนติเมตร (cm3) หรือมิลลิตร (mL)
  • อุณหภูมิอ้างอิง (reference temperature) ซึ่งกำหนดไว้ที่ 20°C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เครื่องแก้ววัดปริมาตรจะให้ปริมาตรตามกำหนด
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ทำเครื่องแก้ว ต้องมีความคงทน ทนทานต่อทั้งสารเคมีและความร้อน
  • ขีดจำกัดของค่าความเคลื่อนของปริมาตร
  • ความเสถียรและรูปทรงที่สมบูรณ์ของเครื่องแก้ว
  • คุณลักษณะของจุกฝาปิด (stopper) และจุกก๊อกหยุด (stopcock)
  • ลักษณะของขีดกำหนดปริมาตร (graduated line) และตัวเลขแสดงปริมาตร (capacity volume)
  • รายละเอียดที่เขียนบนเครื่องแก้ว (inscriptions)
  • รหัสสี (color-coding band) หรือแถบฝ้า (frosting band)

เครื่องแก้ววัดปริมาตรเป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญสำหรับห้องปฏิบัติการวิจัยเป็นอย่างมาก เพราะมักใช้ทั้งในการทดสอบทางเคมีและชีวภาพ รวมถึงในอุตสาหกรรมต่างๆ ชนิดของเครื่องแก้ววัดปริมาตรที่มักมีใช้ทั่วไปในห้องปฏิบัติการ ได้แก่ กระบอกตวง (cylinder) ขวดกำหนดปริมาตร (volumetric flask) ขวดวัดความถ่วงจำเพาะ (pycnometer bottle) บิวเรต (burette) และปิเปต (pipette) ซึ่งหลักการใช้งานของเครื่องแก้วแต่ละประเภทก็จะแตกต่างกันออกไป

 

การกำหนดคุณลักษณะของเครื่องแก้ววัดปริมาตรในห้องปฏิบัติการ

เครื่องแก้ววัดปริมาตรในห้องปฏิบัติการ มีการกำหนดคุณลักษณะของเครื่องแก้วตามชั้นคุณภาพ (Class) 2 ชั้น คือ Class A และ Class B

Glassware Class A and B

ชั้นคุณภาพ

เครื่องแก้ววัดปริมาตรในห้องปฏิบัติการ ชั้นคุณภาพกำหนดจากความแม่น (accuracy) ซึ่งกำหนดด้วยค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ (tolerance) เป็นออกเป็น 2 ชั้นคุณภาพ คือ

  1. ชั้นคุณภาพ A (class A) เป็นเครื่องแก้ววัดปริมาตรในห้องปฏิบัติการที่มีความแม่นสูง และค่า tolerance ต่ำ กำหนดค่า tolerance เพียงค่าเดียว ครอบคลุมช่วงปริมาตรที่กำหนด เครื่องแก้วชนิดนี้จะใช้สำหรับการเตรียมสารละลายมาตรฐานปฐมภูมิ (Primary Standard) หรือสารละลายมาตรฐานที่ใช้ในการปรับตั้งเครื่องมือ และจะต้องผ่านการสอบเทียบ โดยผลการสอบเทียบอยู่ในเกณฑ์ยอมรับ
  2. ชั้นคุณภาพ B (class B) เป็นเครื่องแก้ววัดปริมาตรในห้องปฏิบัติการที่มีความแม่นต่ำกว่า class A และมีค่า Tolerance ไม่เกิน 2 เท่าของ class A เครื่องแก้วชนิดนี้จะใช้สำหรับการเตรียมสารมาตรฐานทุติยภูมิ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอบเทียบ แต่ก่อนใช้งานต้องเทียบมาตรฐาน (Standardization) เพื่อหาความเข้มข้นที่ถูกต้อง โดยการไตเตรทกับสารละลายมาตรฐานปฐมภูมิ

วิธีการสอบเทียบ

เครื่องแก้ววัดปริมาตรในห้องปฏิบัติการ จะแบ่งตามวิธีการสอบเทียบ ได้แก่ เครื่องแก้ววัดปริมาตรชนิดสอบเทียบสำหรับบรรจุของเหลว (To Contain) และเครื่องแก้ววัดปริมาตรชนิดสอบเทียบสำหรับถ่ายของเหลว (To Deliver)

  1. เครื่องแก้ววัดปริมาตรชนิดสอบเทียบสำหรับบรรจุของเหลว(To Contain) จะมีอักษรย่อ TC หรือ In หรือ C ปริมาตรที่ระบุบนเครื่องแก้วจะเป็นปริมาตรของน้ำกลั่นที่บรรจุอยู่ภายในเครื่องแก้วนั้นที่อุณหภูมิอ้างอิง โดยทั่วไปเป็นอุณหภูมิ 20 ºC เครื่องแก้วชนิดนี้ใช้ในการบรรจุของเหลวที่ต้องการปริมาตรที่ถูกต้อง เช่น การเตรียมสารละลาย การเจือจางสารละลาย และการวัดปริมาตรของเหลวที่บรรจุในเครื่องแก้ว ห้ามนำมาใช้ในการตวงหรือการถ่ายของเหลว เพราะจะทำให้ปริมาตรที่ถ่ายออกมาไม่ครบตามที่ระบุ เนื่องจากยังมีสารบางส่วนติดอยู่ภายในภาชนะไม่ว่าจะถ่ายออกโดยวิธีใด
  2. เครื่องแก้ววัดปริมาตรชนิดสอบเทียบสำหรับถ่ายของเหลว (To Deliver) จะมีอักษรย่อ TD หรือ Ex หรือ D ปริมาตรที่ระบุบนเครื่องแก้วจะเป็นปริมาตรของน้ำกลั่นที่ถ่ายออกจากเครื่องแก้วนั้นที่อุณหภูมิอ้างอิง เครื่องแก้วชนิดนี้สำหรับการตวงหรือการถ่ายของเหลว โดยการถ่ายของเหลวจะต้องปฏิบัติตามวิธีที่กำหนดในวิธีมาตรฐาน ซึ่งจะได้ปริมาตรของเหลวตามที่ระบุ

 

กระบอกตวง (Cylinder)

กระบอกตวงเป็นอุปกรณ์วัดปริมาตรที่เป็นได้ทั้งแบบบรรจุ (to contain) และแบบส่งผ่าน (to deliver) เป็นอุปกรณ์รูปทรงกระบอก มีฐานเป็นหกเหลี่ยมหรือวงกลม ปากกระบอกมีจงอยเพื่อใช้สำหรับการถ่ายเทของเหลว  กระบอกตวงมักถูกใช้ในกรณีที่การทดสอบนั้นๆ ไม่ได้ต้องการความแม่นยำสูง โดยอักษรบนกระบอกตวง (inscriptions on cylinder) มีรายละเอียดดังนี้

กระบอกตวง (Cylinder)

 

 

การอ่านปริมาตรของเหลวใสเครื่องแก้วให้อ่านที่ส่วนโค้งล่างของผิวของเหลว (meniscus) สัมผัสกับขอบบนของขีดกำหนดปริมาตร โดยสายตาของผู้อ่านต้องอยู่ระดับเดียวกับส่วนโค้งล่างของผิวของเหลว

ขอบโค้งของเหลว

 

ขวดกำหนดปริมาตร (Volumetric flask)

ขวดกำหนดปริมาตร (Volumetric flask)

 

บิวเรต (Burette)

บิวเรต (Burette)

 

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการไทเทรต (Titration) เป็นหลอดแก้วใส ยาว ปลายเปิด เนื้อแก้วมีทั้งแบบสีใสและแบบสีชา ขีดบอกปริมาตร และมีก๊อกสำหรับเปิด-ปิด เรียกว่า ก๊อกหยุด (Stopcock) ซึ่งทำจากแก้วหรือพลาสติกเนื้อ PTFE อยู่ทางปลายด้านล่าง เพื่อช่วยควบคุมอัตราการไหลของสารละลาย

ก๊อกเปิด-ปิด ใช้หมุนเพื่อควบคุมให้ของของเหลวไหลออกทางปลายท่อ ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน มี 2 แบบ คือ แบบที่ทำด้วยแก้ว (glass ) และที่ทำด้วยเทฟลอน (PTFE) ก๊อกเปิด-ปิด ที่ทำด้วยแก้ว ก่อนใช้ต้องทาวาสลีนหรือจาระบี (grease) บาง ๆ ก่อน บริเวณหัว-ท้าย เพื่อให้หมุนได้คล่องและไม่รั่ว แต่ไม่ควรทามากจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันได้

ข้อควรระวัง  คือ อย่าปล่อยสารละลายหรือของเหลวจนเลยขีดบอกปริมาตรที่ต่ำสุดของบิวเรตลงมา เพราะจะทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าปริมาตรทั้งหมดที่ปล่อยลงมามีค่าเท่าใด

ปิเปต (Pipette)

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตวงหรือวัดปริมาตรของเหลวหรือสารละลายให้ได้ปริมาตรที่แน่นอน มีความแม่นสูง ปิเปตแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ

1) ปิเปตวัดปริมาตร (volumetric pipette หรือ transfer pipette)  มีลักษณะเป็นกระเปาะแก้วป่องบริเวณตรงกลางปิเปต มีขีดบอกปริมาตรเพียงขีดเดียว ดังนั้นจึงวัดปริมาตรได้เพียงค่าเดียว ใช้ในกรณีที่ต้องการความแม่นยำสูง

ปิเปต (Pipette)

2) ปิเปตมีขีดแบ่งปริมาตร (measuring pipettes หรือ graduated pipette) มีขีดบอกปริมาตรหลายขีดที่ระดับปริมาตรต่าง ๆ ทำให้สามารถใช้ได้อย่างหลากหลาย แต่มีความแม่นน้อยกว่าปิเปตวัดปริมาตร เมื่อเทียบที่ขนาดความจุเท่ากัน และแบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย

  • Mohr pipette: ออกแบบมาเพื่อใช้ในการถ่ายของเหลวในปริมาตรที่ต้องการ มีขีดบอกปริมาตรสุดท้ายไม่ถึงปลายปิเปต  ดังนั้น ปริมาตรของของเหลวที่ตวงจึงไม่รวมปริมาตรของของเหลวที่อยู่ตรงปลายปิเปต เช่น การตวงของเหลวปริมาตร 5 mL ดัวย Mohr pipette  จะถ่ายของเหลวนับลงมาจากสเกลบนสุด คือ 0 - 5 mL หรือ นับจากสเกลล่างสุดขึ้นไป 5 mL ก็ได้ แต่ไม่รวมปริมาตรที่อยู่ใต้ขีดสุดท้าย
  • Serological pipette: ปิเปตที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถเป่าของเหลวที่ติดอยู่ที่ปลายปิเปตได้ เนื่องจากสเกลหรือขีดบอกปริมาตรที่ใกล้เคียงกับปริมาตรจริงใกล้ปลายปิเปตมากที่สุด

Mohr pipette

Blow-out / Two Rings : เป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฎบนปิเปต ซึ่งอาจเป็นวงสีขาวหรือวงแถบสีต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้กรดกัดแก้ว อยู่บริเวณใกล้ปลายก้านด้านบนที่เอาไว้เสียบกับอุปกรณ์ช่วยดูด (pipette aid) เพื่อแสดงว่าการถ่ายของเหลวจากปิเปตชนิดนี้ ต้องเป่าสารละลายหรือของเหลวออกจนหมด ซึ่งผู้ผลิตได้ทำการสอบเทียบปริมาตรที่ถูกต้องไว้แล้วว่าต้องเป่าของเหลวที่ติดอยู่ที่ปลายปิเปตออกด้วย  มิฉะนั้น ปริมาตรของของเหลวที่ถ่ายออกไปโดยไม่ได้เป่าจะคลาดเคลื่อนไป

Mohr and Serological pipettes

การใช้ Mohr pipette แบบนี้ มีโอกาสผิดพลาดได้มากกว่าการใช้ Serological pipettes เนื่องจากความคลาดเคลื่อนในการอ่านปริมาตรของผู้ใช้

Mohr และ Serological pipettes

 

แถบวงสีที่ปรากฎอยู่บริเวณด้านบนของปิเปต ใกล้กับด้านที่เสียบกับอุปกรณ์ช่วยดูด แถบวงสีแต่ละสีใช้จำแนกขนาดบรรจุปริมาตร (capacity) เพื่อให้ง่าย และสะดวกในการใช้งาน

 

ประเภทปิเปต (Pipette types)

ประเภท pipet

 

Instagram
Tiktok
THREADS
Scroll to Top